ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ท่าดี

๙ มี.ค. ๒๕๖๗

ท่าดี

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๐๐๓. เรื่อง “ไม่ใช่จิต”

กราบหลวงพ่อ ผมเดินพิจารณาปัญญาอบรมสมาธิเรื่องอาการของใจ มีความสงสัยว่า

๑. ผมพิจารณาว่า อะไรใช่จิต ไม่ใช่จิต เช่น แสงไม่ใช่จิต มันก็ปล่อย ความคิดไม่ใช่จิต ก็ปล่อย อารมณ์ไม่ใช่จิต ก็ปล่อย ปรากฏว่าสติเร็วขึ้น อยู่กับพุทโธดีขึ้น ควรปรับปรุงอย่างไรครับ

๒. ผมอ่านเจอว่า จิตส่งออกเป็นสมุทัย พุทโธไม่ใช่จิต เราส่งไปหาพุทโธ ทำไมจึงไม่เป็นสมุทัยครับ

เรียนขอความเมตตาขยายความครับ

ตอบ : สิ่งที่ภาวนาๆ ถ้าคนมีอำนาจวาสนา คำว่า มีอำนาจวาสนา” นะ ทำสิ่งใดแล้วมันมีสติสัมปชัญญะ แล้วถ้าประพฤติปฏิบัติแล้วนะ เราเป็นลูกศิษย์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กาลามสูตรๆ ห้ามเชื่อ ห้ามเชื่อ ห้ามเชื่อ มันต้องพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่จริง

แต่วุฒิภาวะของคนที่มันอ่อนแอไง มันก็ว่าจริงยิ่งกว่าจริงอีก เพราะเราทำเอง กิเลสหลอกทั้งนั้น มันเป็นจริงไปไม่ได้หรอก

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

ทำไมต้องสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

เพราะว่า ถ้าไม่สมถกรรมฐานนะ มันก็คิดเอาเอง เพ้อเจ้อไปตามแต่กิเลสมันหลอก แล้วตามกิเลสมันหลอก เห็นไหม เวลามันสำมะเลเทเมา อะไรก็ถูกต้องชอบธรรมไปทั้งนั้น แต่ความถูกต้องชอบธรรมนั้นให้คายออกมาเป็นพิษทั้งนั้น เวลาคายออกมาเป็นพิษทั้งนั้น สิ่งที่ว่าเป็นความถูกต้องชอบธรรมทั้งนั้น เวลาปฏิบัติไปแล้วมันยังมีความทุกข์ยากทั้งนั้น แล้วมันจะถูกต้องชอบธรรมไปไหนล่ะ มันก็ถูกต้องชอบธรรมที่กิเลสมันบอกถูกต้องชอบธรรมไง

แล้วผลที่เป็นความถูกต้องชอบธรรมทำไมมันทุกข์ขนาดนี้ ทำไมไม่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาล่ะ ไหนว่าสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วนี่ก็ถูกต้องชอบธรรม

ไอ้นั่นมันถูกต้องชอบธรรมตามกิเลสมันหลอกมึง กิเลสของเรามันหลอกเราเอง “นี่ถูกต้องชอบธรรม ถ้าเป็นของคนอื่นผิด เป็นของเราถูก” แล้วก็ศึกษามาเยอะ ฟังมาเยอะไง

ฉะนั้นว่า สิ่งที่ว่า นั่นก็ไม่ใช่เรา นี่ก็ไม่ใช่เรา

จริงหรือ มันจริงเพราะอะไร เพราะว่าเวลาเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ปัญญาชนๆ นะ สัทธาจริต พุทธจริต สัทธาจริตก็มีความเชื่อ ความเชื่อฝึกหัดปฏิบัติของตนขึ้นมา แต่ถ้ามีพุทธจริต มันมีสติปัญญานะ ไม่เชื่ออะไรเลย ไม่เชื่ออะไรเลย ถ้ามีสติปัญญา พอมีสติปัญญาขึ้นมา เวลาปริศนาธรรมของหลวงปู่ดูลย์ไง มันเป็นปริศนาธรรม

ถ้าธรรมะๆ ธรรมที่แสดงออกมา การฟังธรรมๆ สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วตอกย้ำ สิ่งที่ฟังแล้วมันแก้ความลังเลสงสัย ถ้าฟังแล้วจิตผ่องแผ้ว นี่อานิสงส์ของฟังธรรมๆ

ฟังธรรมๆ สิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วก็ตอกย้ำ สิ่งที่มันลังเลสงสัยอยู่ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็เข้าใจ พอมันเข้าใจแล้วมันผ่องแผ้ว จิตใจนี้ผ่องใส

แต่ปริศนาธรรมมันไม่ใช่อย่างนั้น ปริศนาธรรมคือให้เราใช้ปัญญา ให้เราศึกษาค้นคว้า

ฉะนั้น เวลาธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ ธรรมของฝ่ายมหายาน พวกเซน นั่นน่ะปริศนาธรรม นั่นเป็นธรรม เอ็งไปคิด ๑๐ ปียังไม่รู้เลย

แต่นี่เราเคยฟังธรรมๆ กันไง พอหลวงปู่ดูลย์ท่านเทศน์ “โอ๋ย! เข้าใจ มันไม่ใช่จิต มันไม่ใช่เลย”

มึงรู้อะไรวะ รู้ว่ามันไม่ใช่นี่แหละ เพราะกูไม่เคยได้ยินได้ฟังมา พอกูได้ยินได้ฟังแล้วกูตื่นเต้น โอ้โฮ! มันกินใจเว้ย มันไม่ใช่ มันไม่ใช่

แล้วมึงรู้อะไรล่ะ ก็รู้ว่ามันไม่ใช่นั่นไง รู้ขี้ ขี้ที่หลวงปู่ดูลย์ท่านขับถ่ายทิ้งไว้ไง แล้วเราก็ไปอ่านเข้า ไปดมกลิ่นขี้ โอ๋ย! ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิต หอมเชียว

มันเป็นปริศนาธรรม มันใช่หรือไม่ใช่ เราต้องมาศึกษาค้นคว้า มาศึกษาค้นคว้า ใช่หรือไม่ใช่ มันเป็นอารมณ์ มันเป็นทิฏฐิ มันเป็นความหลง หรือมันเป็นจิต มันเป็นอะไร แล้วที่อาการแบบนี้มันเป็นอย่างใด

เห็นไหม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงต้องมีสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการค้นคว้าไง

ถ้ามีสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้ง แล้วเราก็มาตีปริศนาธรรมกัน ถ้ามันมีฐานที่ตั้งแล้ว ไม่ใช่จิตมันก็ไม่ใช่จิต นี้เป็นปริศนาธรรม แล้วไอ้ความจริงๆ ความจริงมันอยู่ที่ไหน

แต่ถ้าเป็นสมมุติบัญญัติ เราได้ยินได้ฟังมา ไม่เคยได้ยินอย่างนี้ พอเวลาได้ยินอย่างนี้แล้วมันตื่นเต้น มันไม่ใช่จิต มันไม่ใช่จิต

แล้วมึงรู้อะไรล่ะ มึงรู้อะไร

นี่เพราะมันไม่มีพื้นฐานสมถกรรมฐานไง สมถกรรมฐานๆ ความรู้สึกนึกคิด

หลวงตาท่านสอนเอง บอกว่า สัญญาอารมณ์ถ้ามันเป็นจิต สัญญาอารมณ์เวลามันจางหายไป คนเราก็ต้องตาย เพราะมันหายไป ทำไมจิตมันยังอยู่ล่ะ เพราะอะไร

เพราะคนตายจิตมันเคลื่อนออกจากร่างไปคือคนตาย แต่ความคิด ความจำ เวลามันลืม ถ้ามันเป็นจิต คือมันหายไป จิตก็ต้องหายไป คนก็ต้องตายไป ความคิดที่มันเกิดขึ้น ความคิดที่มันดับไป ทำไมคนมันไม่ตาย

คนตายก็จิตออกจากร่างมันถึงตาย ถ้าจิตที่มันอยู่ จิตมันก็ไม่ใช่ความคิดสิ เพราะความคิดมันตายไปแล้ว มันหายไปแล้ว แต่จิตมันยังอยู่ ฉะนั้น ความคิดถึงไม่ใช่จิต

แล้วมันไม่ใช่จิต มันไม่ใช่จิตเพราะคนที่รู้จริงเห็นจริง มันรู้ถึงข้อผูกมัด รู้ถึงสังโยชน์ รู้ถึงการเสวยอารมณ์ รู้ถึงกระแส

เหมือนช่างไฟ ช่างไฟมันก็รู้ ถ้ามีสายไฟ มีไฟส่งต่อมา ไปจับก็ตาย แต่ถ้ามันมีคัตเอาต์ มันมีสิ่งใดที่มันดูแลรักษาดี มันก็รักษาไฟนั้นไว้เพื่อเป็นประโยชน์

ความคิดของคน ความคิดของคนก็คิดงานไง คนไม่มีความรู้สึกนึกคิด แล้วคนคิดถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษามา มันจะคิดเรื่องอะไร คนที่จะคิดก็คิดเพราะมีพื้นฐานของความรู้ พื้นฐานของวิชาชีพที่มันศึกษามา แล้วมันก็คิดตามวิชาชีพของมัน แล้วมันก็ต่อยอดในหน้าที่การงานหน้างานว่าควรทำอย่างไรด้วยวิชาชีพของตน นั่นก็เป็นความคิด เกิดดับๆ มันไม่ใช่จิต ถ้ามันใช่จิต เวลามันลืม ตายเลย ตายไปแล้ว เกิดใหม่ ถึงมาคิดใหม่ไง

ฉะนั้น มันไม่ใช่จิต มันไม่ใช่จิตต่อเมื่อคนที่เขารู้เห็น ช่างไฟ ช่างไฟเขาทดสอบเลย ไฟมาไม่มา มีไฟไหม ไฟอ่อน ไฟตก ไฟแบบว่าแรงเกินไป เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหมด

ถ้ามันเป็นจริง ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติมาก่อน แล้วอำนาจวาสนาของครูบาอาจารย์ไง ถ้าอำนาจวาสนาของครูบาอาจารย์ เห็นไหม ทำไมหลวงปู่มั่นท่านสิ้นกิเลส ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงมาอนุโมทนาล่ะ มาอนุโมทนาเพราะท่านวางหลักไง

พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน แต่ไม่มีทางวิชาการอบรมบ่มเพาะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านวางข้อวัตรปฏิบัตินี้ไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง ผู้ที่มีอำนาจวาสนาปัญญาอ่อนด้อยได้มีหลักมีเกณฑ์ อย่าหลงไป อย่าประพฤติปฏิบัติไปแล้วมันเป็นพิษเป็นภัยกับจิตของตัวเอง อย่าหลงไป เวลาประพฤติปฏิบัติแล้วมันจะเป็นพิษเป็นภัยกับชีวิตของเราเอง

ฉะนั้น ท่านถึงบอกว่า หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน

ถ้าจิตมันสงบ ตอนนี้จิตมันก็ไม่สงบอีกแล้ว “ว่างๆ ว่างๆ”

กูคิดให้ว่างก็ได้ ตอนนี้ทุกข์เกือบตาย แต่กูคิดให้มันว่างไว้ก่อน คิดให้ว่างๆ ไอ้ทุกข์นั้นก็เก็บไว้ก่อน

“ว่างๆ ว่างๆ”

มันว่างอะไรของมึงวะ

เวลาจิตมันสงบนะ ความว่างมันเป็นภาษา ถ้ามันเป็นสัจจะความจริง นี่จิตว่าง

แล้วจิตว่างนะ เวลาครูบาอาจารย์ ความว่างมันมีหลายระดับ หลายเวอร์ชันมากเลย ว่างในสมาธิ ในสมาธิ ในขณิกะก็มีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อุปจารสมาธิก็มีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อัปปนาสมาธิก็มีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อัปปนาสมาธิ เห็นไหม เวลาเข้าฌานสมาบัติ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไอ้นี่มันเป็นความว่างของสมถะ ความว่างของสมาธิ ความว่างในขั้นของปุถุชน

แล้วความว่าง ว่างจากกิเลส ว่างจากกิเลสตั้งแต่บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มันมีความว่างอีกเป็นชั้นเป็นตอน โอ๋ย! ความว่างมันมีเยอะแยะไปหมดเลย

แล้วว่างตรงไหนวะ ไม่รู้หรอก แต่ครูบาอาจารย์เวลาพูดมารู้เลย รู้เพราะอะไร

“ผมทำอย่างนี้ครับ ผมทำอย่างนี้แล้วมันว่าง”

ก็แค่นั้นไง เหตุไง

แต่ถ้าความว่างคู่ที่ ๑ มันมีเหตุมีผลของมันไง โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล

อรหัตตมรรค อนาคามิมรรค สกิทาคามิมรรค โสดาปัตติมรรค มรรคมันเป็นอย่างไร มึงทำอย่างไรวะ บอกมาสิมึงทำอย่างไร ถ้ามรรคมันมีเหตุให้กระทำ ผลมันก็เป็นอย่างนี้ไง ถ้ามรรคไม่มี ผลมันไปไหนล่ะ ผลมันก็ตกทะเลไง ล่มปากอ่าว ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มรรคอะไรของมึง ออกเรืออย่างนั้นหรือ มึงไปดูท่าเรือสิ เวลาเขาออกเรือ ออกเรืออย่างไร เหมือนกัน นี่ความว่างมีหลายชั้นไง

ฉะนั้นบอกว่า “ผมพิจารณา สิ่งใดก็ไม่ใช่จิต แสงก็ไม่ใช่จิต มันก็ปล่อย ปล่อย”

ไอ้นี่ก็ฝึกหัด ปริศนาธรรมที่ฟังมาแล้วมันมหัศจรรย์ไง แล้วเราก็มาฝึกหัดโดยสมมุติขึ้น วิปัสสนึก นึกแล้วมันยังมหัศจรรย์ ว่างหมดเลย โอ้โฮ! สติปัญญามันรวดเร็ว แหม! มันดีขึ้นเยอะเลย แต่เดิมปฏิบัติเกือบตายไม่ได้อะไรเลย แต่ปฏิบัติเดินตามครูบาอาจารย์ไป เดินตามหน้า เดินตามหลังไป เออ! ชักดีขึ้น มันไวขึ้น ดีขึ้น

ก็สมมุติไง สมมุติเอา ก็จริงตามสมมุติไง สมมุติว่าไม่ใช่จิต แต่ใช่ไม่ใช่ยังไม่รู้ แต่นี่หลวงปู่ดูลย์ว่าอย่างนั้น กูก็คิดตามนี่แหละ สมมุติขึ้น วิปัสสนึก แล้วมันก็ได้ตามนึกนี่ไง นี่ข้อที่ ๑.

“๒. ผมอ่านเจอว่า จิตส่งออกเป็นสมุทัย พุทโธไม่ใช่จิต เราส่งไปหาพุทโธ ทำไมถึงไม่เป็นสมุทัยครับ”

สมุทัยคือความลุ่มหลง สมุทัย ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทุกข์ สมุทัย สมุทัยคือกิเลส สมุทัยคือกิเลส กิเลส กิเลสคือความลุ่มความหลง ความไม่รู้ตัว แล้วลุ่มหลงไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเองโดยสมุทัย โดยกิเลส โดยความลุ่มหลง

“ทำไมพุทโธไม่ใช่สมุทัยครับ”

พุทโธนี่ตั้งสตินะว่าเราจะระลึกพุทโธ เราระลึกพุทโธมันก็ส่งออกเหมือนกัน แต่เรามีสติสัมปชัญญะ เราตั้งใจ เป็นมรรค

หลวงตาบอกว่า กิเลสคือสมุทัย คือความลุ่มหลง คือความไม่รู้ หนึ่ง ไม่รู้ สอง โลภ อยากได้ พลั้งเผลอ สมุทัยทั้งนั้นเลย

เราตั้งใจพุทโธ เพราะเราต้องการความสงบของใจ

ฉะนั้น เวลานึกพุทโธ เรามีสตินึกใช่ไหม เรามีสตินึก วิตก วิจาร องค์ของสมาธิ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์

นี่เราไม่มี นี่ไง

“ความคิดไม่ใช่จิต”

มันเป็นปริศนาธรรมที่ต้องศึกษาค้นคว้าให้รู้จริง

พุทโธๆ เราก็ต้องการแสวงหาสมาธิที่แท้จริง สมาธิที่แท้จริง

พระสารีบุตรไปฟังเทศน์พระอัสสชิไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

เอ็งไม่มีเหตุอะไรเลย เอ็งไม่ได้ทำอะไรเลย เอ็งนั่งเฉยๆ ว่าสมาธิมันจะผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมา กูนี่มีสมาธิ กูสมาธิยิ่งใหญ่ หลวงพ่อพูดอะไรหนูก็รู้หมดเลย เพราะหนูมีสมาธิ

เฮ้ย! เอ็งกลับบ้านเอ็งไปเถอะไป เอ็งกลับไปหาพวกมึงไป

แต่ถ้าเอ็งตั้งสติแล้วระลึกพุทโธ

“ทำไมระลึกพุทโธไม่ใช่สมุทัย”

ก็มันเป็นสมุทัยมาจนทุกข์ยากจนป่านนี้ไง แล้วตอนนี้ชักเริ่มเข็ดขยาดไง เราก็ถึงมาตั้งใจจะฝึกหัดปฏิบัติไง พอเราตั้งใจไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาจะปรินิพพานไง “ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ไม่ประมาท พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่ประมาท แล้วตอนนี้เราจะฝึกหัดปฏิบัติ เราตั้งสติ มันตรงข้ามกับความประมาท ตรงข้ามกับความพลั้งเผลอ ตรงข้ามกับทุกๆ อย่างเลย แล้วระลึกพุทโธมันเป็นสมุทัยตรงไหนล่ะ

สมุทัยคือตัณหาความทะยานอยาก คือความไม่รู้ไง

ไอ้นี่อยากเป็นสมาธิ อยากเป็นสมาธิ

ใช่ อยากเป็นสมาธิ แต่ไม่ได้วิ่งไปหาสมาธิเว้ย ไปหาพุทโธๆ หาคำบริกรรม เหตุ เหตุ ให้จิตมันฝึกหัด ให้จิตมันทำ ถ้าจิตมันทำ จิตมันจะได้รับผลตอบแทน

ให้อารมณ์มันทำไง คิดเองเออเอง ภาวนาเอง วิปัสสนึกไง นึกเอาไง ผลก็ได้นึกๆ ได้สมาธินึกๆ ได้ธรรมะนึกเอา ไม่จริง

แต่พุทโธๆ นี่มันจริงนะมึง เพราะเอ็งพุทโธใหม่ๆ เกือบตาย พุทโธแพล็บๆ หาย

ไอ้ที่แพล็บๆ สมุทัยมันมาแทรก สมุทัยคือความไม่รู้ สมุทัยน่ะ ไอ้ความอยากได้สมาธิไวๆ ไอ้ต้องการกูทำแล้วต้องได้สมาธิ ทำไมเขาทำได้สมาธิ พระพุทธเจ้าสอนสมาธิ ทำไมกูทำสมาธิไม่ได้

ก็กิเลสเอ็งหนาไง สมุทัยเอ็งเยอะ สมุทัยเอ็งพาลุ่มหลงไง เวลามันเป็นสมุทัย เอ็งไม่รู้จักสมุทัย เวลาเอ็งตั้งใจปฏิบัติ หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า เวลาตั้งใจปฏิบัติ อยากได้ความสงบนั้นเป็นมรรค

เป็นมรรคเพราะเราตั้งใจฝึกหัด ตั้งใจทำตามความเป็นจริง แล้วให้มันเกิดขึ้นตามความเป็นจริง อย่าเออออห่อหมก คอยยกย่องสรรเสริญ คอยพะเน้าพะนอ คอยว่าเอ็งภาวนาเก่งอย่างโน้น เอ็งภาวนาเก่งอย่างนี้

สำนักปฏิบัติมากมายเลยนะ ถ้าถวายล้านหนึ่งได้โสดาบัน ถ้าสองล้านได้สกิทาคามี ถ้าสามล้านได้อนาคามี ถ้าสี่ล้านเอ็งสำเร็จเป็นพระอรหันต์เลย ใครถวายเยอะได้เยอะ อยากเป็นไหม อยากได้สมาธิเยอะๆ ถวายเยอะๆ แต่ไอ้ที่พุทโธเยอะๆ มันไม่เคยพูด เพราะพุทโธเยอะๆ มันไม่พุทโธเอง พุทโธไม่มี

เวลาพุทโธขึ้นมานะ จริตนิสัยของคนไม่เหมือนกัน คู่แฝดออกมาจากไข่ใบเดียวกันยังความชอบไม่เหมือนกัน มันจะให้เป็นสมาธิพร้อมคู่แฝดนั้นเป็นพร้อมกัน เป็นไปไม่ได้ จริตนิสัยของคน ไม่อย่างนั้นทำไมพระพุทธศาสนาสอนให้เชื่อกรรม

กรรมคือการกระทำ ย้ำคิดย้ำทำจะเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ เกิดแต่ละภพแต่ละชาติ ชีวิตแต่ละภพแต่ละชาติได้สร้างสมสิ่งใดมา มันฝังลงที่ใจหมดน่ะ ใครทำดีทำชั่ว ผลของกรรมลงที่ภวาสวะ ที่ภพ ที่ปฏิสนธิวิญญาณ จิตละเอียด จิตเดิมแท้นั่นน่ะ ฝังลงนั่นหมด ถ้าไม่ฝังลงนั่น พระพุทธเจ้าบุพเพนิวาสานุสติญาณ จะย้อนอดีตชาติไปตั้งแต่พระเวสสันดรได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าย้อนอดีตชาติไป ย้อนที่ไหน ข้อมูลทั้งหมดมันอยู่ที่ภวาสวะ อยู่ที่ภพ อยู่ที่จิตเดิมแท้ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขยจะลงที่นั่นหมด แล้วจิตนั้นจะมหัศจรรย์นัก

ไอ้นี่เวลาพุทโธๆ ทำไมมันไม่เป็นสมุทัยครับ

เพราะมึงโง่นี่ครับ มันก็ไม่รู้สิครับ ถ้ามันฉลาดขึ้น มันพิจารณานิดหน่อย มันก็แตกต่างกันแล้วครับ เพราะเหตุไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ จะเป็นสมาธิได้ต้องมีเหตุมีผล

จะไม่ใช่จิตๆ

ไม่ใช่อย่างไรวะ นั่นน่ะนึกเอาทั้งนั้นน่ะ เวลานึกเอาโดยกิเลส แหม! มันช่างทะลุปรุโปร่ง เวลาพุทโธๆ แหม! ทำไมมันไม่ใช่สมุทัย เพราะอะไร เพราะมันอั้นตู้ไง เพราะมันทุกข์ พุทโธแล้วไม่มีความสุขเลย พุทโธแล้วเครียดฉิบหาย พุทโธแล้วอกแทบระเบิดเลย ไหนว่ามันเป็นมรรควะ

มันเป็นมรรคนะ เวลามันเข้าด้ายเข้าเข็ม พุทโธๆๆ กิเลสนะ ผลไม้ เวลาผลไม้เขาเอามานวด บ่มให้มันสุก จิตถ้ามันพุทโธๆ เริ่มต้นมันก็ขัดก็แย้งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะพุทโธ พุทธานุสติ เป็นกรรมฐาน ๔๐ ห้อง ความระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกถึง แล้วพุทโธมีชื่อ

แต่ถ้ามันเป็นจริงนะ มันพุทโธไม่ได้เลย เพราะมันเป็นตัวพุทโธเสียเอง ตัวจิตเป็นพุทธะ มันไม่ส่งออกไง มันไม่ระลึก มันไม่ส่งออก คือมันไม่ออกจากจิต พอไม่ออกจากจิต มันจะอยู่ในตัวของมันเอง มันไม่ต้องอาศัยอารมณ์เป็นไม้ค้ำให้รู้ว่ามีจิตไม่มีจิต ตัวเองสามารถเป็นตัวจิต สักแต่ว่าปรากฏได้ นั่นแหละคือตัวของสมาธิ

แล้วตัวสมาธิรู้ได้นาน รู้ได้มากได้น้อย สมาธิสั้น สมาธิยาว สมาธิเล็กน้อย สมาธิมาก ถ้าชำนาญแล้วรู้หมด แต่ถ้าไม่ชำนาญ อารมณ์ทั้งนั้นน่ะ อารมณ์คือมันออกจากจิตมาแล้ว อารมณ์คือเงาของจิต จิตเป็นอย่างไร เงาเป็นอย่างนั้น แล้วคุยกันที่เงา แล้วประชาชนทั้งหมด คนทั้งหมดคุยกันที่เงา ไม่เคยเห็นจิต ไม่รู้จักจิตเพราะทำสมาธิไม่เป็น

ถ้าทำสมาธิเป็น เราเห็นหลวงตา เวลาอยู่กับท่าน ท่านมองอะไรท่านนั่งยิ้มๆ ท่านมองเฉยๆ เพราะท่านรู้ว่านั่นน่ะมันไม่ใช่

เขาคุยกัน อู้ฮู! ปากเปียกปากแฉะ

ท่านนั่งยิ้ม ไร้สาระ ให้ไอ้พวกไร้สาระมันคุยกัน พวกมีสาระเขาเม้มปาก เฉย พวกมีสาระ

ไอ้พวกไร้สาระปากเปียกปากแฉะ จบ

ถาม : ข้อ ๓๐๐๔. เรื่อง “การเดินจงกรม”

มีการสอนเดินจงกรมหลากหลาย ปกติเวลานั่งสมาธิหนูภาวนาพุทโธ (หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ) แล้วเวลาเดินจงกรม หนูควรทำเหมือนกันด้วยเดินและภาวนาหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ หรือควรเปลี่ยนเป็นก้าวขวาพุท ก้าวซ้ายโธ เห็นเว็บไซต์บอกว่าการเดินแบบหลวงปู่มั่นคือก้าวขวาพุท ก้าวซ้ายโธ รบกวนหลวงพ่อแนะนำด้วยครับ

ตอบ : การเดินจงกรมก็คือการเดินจงกรม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไง อิริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน

เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเพื่อค้นคว้าหาจิตของตน ถ้าค้นคว้าหาจิตของตน คนเรามีกายกับใจๆ ถ้าหยาบๆ ก็อยู่ที่ร่างกายชีวิตประจำวันเรานี่แหละ แต่เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ เราก็ฝึกหัดจากยืน เดิน นั่ง นอนของเรานี่แหละ

แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ายืนก็ยืนหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เวลานั่ง นั่งใช้หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ กำหนดลมหายใจเฉยๆ ก็ได้ เป็นอานาปานสติ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิก็ได้ นอนก็ได้ ยืนก็ได้

แต่ส่วนใหญ่แล้วนอน ครูบาอาจารย์ท่านจะบอกว่า ถ้าครูบาอาจารย์ที่ใจท่านเป็นธรรม ท่านเห็นแก่ผลของการประพฤติปฏิบัติ ท่านจะอบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ของท่านว่าให้ตัดท่านอนออกไป

เพราะท่านอน พอมันนอนแล้ว ธรรมดานั่งเราก็โดนกิเลสมันย่ำยีอยู่แล้ว แล้วเวลาไปนอนๆ เวลากิเลสมันย่ำยี ย่ำยีไป ย่ำยีไป มันจะนอนหลับไปเลย แล้วมันก็เคยตัว แล้วมันก็ชอบของมัน นี้การจะภาวนามันก็ไม่ได้ผลตามความเป็นจริง ฉะนั้น ตัดท่านอนออกไปเลย

ท่านอน เวลาเราง่วงนอน อย่างพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะเป็นพระโสดาบันนะ เป็นพระโสดาบันตั้งแต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไปฟังเทศน์พระอัสสชิ แล้วไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอหิภิกขุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้ แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้อบรมบ่มเพาะเป็นผู้สอนให้ พระโสดาบันนะ นั่งสัปหงกโงกง่วง พระโสดาบันนะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปด้วยฤทธิ์ไง “ถ้าเธอง่วงนอน ให้เอาน้ำลูบหน้า ให้แหงนหน้าดูดาว ให้ตรึกในธรรม แล้วถ้ามันง่วงนักก็นอนซะ ตื่นแล้วค่อยภาวนา”

นี่ไง เวลาท่านอนๆ เราไม่เอามาให้เป็นทางออกของกิเลสไง เราก็ฝึกหัดด้วยท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง

ทีนี้ท่านั่ง นั่งหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เวลาเดินจงกรม เดินจงกรมก็ปกตินี่แหละ เดินจงกรมก็เท้าเดินไปอัตโนมัติ เหมือนกับคนขับรถเป็นกับคนขับรถไม่เป็น คนขับรถไม่เป็นก็สงสัยนะ เฮ้ย! มันขับรถอย่างไรวะ ไอ้คนขับรถเป็นนะ เขาสบาย เขานิ้วเดียวเขาหมุนพวงมาลัยเขาได้หมดน่ะ

เดินจงกรม ทุกคนมาถามว่า เวลาเดินไปแล้วจะกลับตัวอย่างไร จะทำอย่างไร

ใหม่ๆ นะ มาเดินจงกรมมันก็ติดๆ ขัดไปหมดล่ะ แต่พอเดินไปๆ มันเป็นอัตโนมัติ มันเดินไปแล้วก็เดินกลับ เวลาเดินจงกรมให้เดินโดยธรรมชาติของมัน

เพราะการเดินจงกรมนะ เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านให้เดินจงกรม เดินโดยปกติ แต่เวลาบางวันคนอยู่ด้วยกันในสังคมมันมีผลกระทบ เวลาสิ่งใดกระทบรุนแรง อย่างเช่นอย่างเราเป็นพระไปบิณฑบาต ไปเจอสีกา แหม! เช้งเลยนะ จิตใจมันประหวัดพึ่บ ไปรักเขาเลย

พอรัก โอ๋ย! ชอบเขาน่ะ พอชอบเขา อะไรเกิดขึ้น แล้วเวลากลับมาฉันข้าวเสร็จแล้ว เวลาเดินจงกรมมันก็คิดถึงเขา โอ้โฮ! ตอนเช้าไปบิณฑบาต โคตรสวยเลย

เดินจงกรมไวๆ เหมือนวิ่งเลย

เดินจงกรม ถ้าสิ่งนั้นมันเป็นผลประโยชน์ในการประพฤติปฏิบัติหรือไม่

เช้าออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง มันเป็นธรรมและวินัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางไว้ แต่ด้วยเวรด้วยกรรมของสัตว์ ไปเห็นสีกาที่ใส่บาตร แหม! ดันไปชอบเขา พอชอบเขาขึ้นมามันเป็นฟืนเป็นไฟเผาตัวเองทันทีเลย แล้วจะมาเดินจงกรมแบบธรรมดา ไม่อยู่แล้ว เดินจงกรมอย่างกับวิ่งเลย บางทีครึ่งวันค่อนวัน เหงื่อนี่ไหลโซกเลยนะ เหงื่อนี่โทรมเลยล่ะ เฮ้อ! มันทัน

พอสติมันทันนะ ไม่ชอบเขาแล้ว ไปชอบเขามันเป็นทุศีล มันไม่สมควรเกิดกับเพศสมณะ เพศของคนที่เห็นภัยในวัฏสงสาร เขามาใส่บาตร เขาก็มาใส่บาตรด้วยปกติ ด้วยความเป็นบุญเป็นกุศลของเขา เขาก็ตั้งใจเพื่อผลคุณงามความดีของเขา ไอ้กิเลสในใจเรามันทะลึ่งไปชอบเขา

เดินจงกรม เดินจงกรม ไปเห็นความผิดพลาดของตนเอง ไปเห็นความเลวร้ายของตนเอง มันเท่าทันขึ้นมา เห็นไหม

เดินจงกรม เร็วก็ได้ เร็วเอาไว้เวลาใจมันวิกฤติ ไปเจอสิ่งใดกระทบใจแล้วมันรุนแรง นั่นน่ะให้เดินไวๆ เดินไวๆ แต่ถ้าวันไหนจิตใจมันไม่มีผลกระทบกระเทือนที่รุนแรง จิตใจมันอ่อนโยน ก็เดินปานกลาง วันไหนนะ จิตใจเป็นนุ่มนวล มีสมาธิ เดินทอดน่องเลย เดินทอดน่องก็ได้

อันนี้เราจะบอกว่า ประโยชน์ในการเดินมันมีเดินปกติ เดินธรรมดา เดินเร็วขึ้น เดินช้าลง มันมีผลกับนักปฏิบัติ เพราะนักปฏิบัติเขาเดินทั้งชีวิต ไม่ใช่เดินเป็นวันๆ เดือนๆ เดินทั้งชีวิต

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่

ยสะ “ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ”

“ยสะมาที่นี่”

ทางจงกรมไม่เดือดร้อน ทางจงกรมนี้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอรหันต์นะ เดินจงกรมอยู่น่ะ ยสะเดือดร้อนเป็นไฟเลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ยสะ ที่นี่ไม่เดือดร้อน ที่นี่ไม่เดือดร้อน”

เดินจงกรม

ฉะนั้น เวลาเดินให้เดินปกติ

ไอ้ที่ว่าเว็บไซต์ในยูทูบบอกว่าหลวงปู่มั่นสอนอย่างนั้นน่ะ เราไม่เคยเชื่อเลย ใครๆ ก็ไปจับยัดปากหลวงปู่มั่น คิดอะไรขึ้นมาก็บอกหลวงปู่มั่นบอก หลวงปู่มั่นบอกแล้วเอ็งได้ทดสอบขึ้นมาแล้วหรือยัง

ซ้ายพุท ขวาโธ ทีแรกเราก็สงสัยอยู่เหมือนกัน แต่เราเห็นครูบาอาจารย์หลายๆ องค์ท่านก็สอน ไอ้ซ้ายพุท ขวาโธ มันเป็นการตั้งใจให้มันเป็นเจตนาชัดๆ ถ้าไม่ซ้ายพุท ขวาโธ มันแฉลบ มันแลบ คือความคิดมันยั้งไว้ไม่อยู่ หรือเรารั้งความคิดไว้ไม่ได้

เวลาพุทโธๆ มันแฉลบออก ถ้าซ้ายพุท ขวาโธอย่างนี้ เออ! มันเป็นการเป็นรูปธรรมขึ้น ไม่ให้กิเลสมันแฉลบ มันแลบออก ให้จิตมันส่งออก เราเห็นผลแค่นี้เองนะ เราทดสอบแล้วเรามาพิจารณาดู เออ! มันก็ดีอย่างหนึ่ง ดีอย่างหนึ่งให้มันชัดเจน ให้มันไม่ต้องว่าให้มันแฉลบออกนอกเรื่องนอกราว

แต่ถ้าให้เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดาของมัน ก็เดินโดยความนุ่มนวล เดินปานกลาง โดยความรวดเร็ว ถ้าความรวดเร็ว ถ้าซ้ายพุท ขวาโธ ถ้าเร็วๆ นะ หัวคว่ำเลย มันเป็นไปไม่ได้ มันก็ตัดโอกาสของการเดินเร็วนั้นไปเสีย แต่ถ้าซ้ายพุท ขวาโธ แล้วจะท่องตามมันนะ เดี๋ยวเอ็งก็ล้มไง

ฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติมันก็อยู่ที่จริตนิสัย อยู่ที่การกระทำ

ฉะนั้น ในเว็บไซต์ในยูทูบว่าซ้ายพุท ขวาโธ หลวงปู่มั่นว่าอย่างนั้น

หลวงปู่มั่นสอนให้ทำดี สิ่งใดที่ทำเป็นคุณงามความดี แล้วเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ปฏิบัตินั้น มันก็จะเป็นคุณงามความดีของผู้ที่ปฏิบัตินั้น แต่ผู้ที่ปฏิบัตินั้นเวลาปฏิบัติไปแล้วถ้ายึดตรงนั้น มันก็ไม่เจริญขึ้นไปไง

อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

ได้ปลาดิบๆ มา ไม่ต้มมันก็ไม่สุก ถ้าต้มนานเกินไปมันก็เปื่อย มันก็เละ อ้าว! ถ้าไม่ต้มเลยมันก็ดิบ อ้าว! แล้วเวลาไม่มีปลาเลย ได้ปลามา ดิบก็ขายได้ ได้ตังค์

ปฏิบัติก็ยังดี ปฏิบัติอะไรก็ได้ ขอให้ปฏิบัติเถอะ เราเห็นด้วยกับการปฏิบัติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ “ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิด”

เพราะปฏิบัติแล้วมันมีการฟลุกๆ เป็นขึ้นมาบ้างก็ได้ ส้มหล่นบ้างก็ได้ ภาวนาไม่เป็นมันก็เป็นแค่ปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ แต่ถ้าปฏิบัติไปๆ เดี๋ยวมันรู้เองหมดแหละ เพราะปฏิบัติไปนะ คนที่ปฏิบัติ อุปสรรคที่ขวางหน้าพวกปฏิบัติยังอีกมากมายมหาศาล

ไอ้แค่ทำสมาธิ เราจะปลูกบ้าน แค่หาที่แค่นั้นแหละ แค่หาที่จะปลูกบ้าน หาที่ได้แล้วนะ ทำสมาธิได้คือได้ที่ ได้ที่ต้องปรับพื้นที่ ปรับพื้นที่เสร็จแล้วยังต้องเขียนแบบ เขียนแบบเสร็จแล้วเอ็งจะสร้างบ้านอะไร เอ็งจะเอาทรงไหน เอาบ้านทรงไทยหรือจะเอาสเปน เอ็งจะเอาอย่างไร

อู้ฮู! อุปสรรคในการปฏิบัติอีกเยอะแยะ แต่ก็ปฏิบัติเถอะ เพราะปฏิบัติเพื่อบรรเทาทุกข์ ให้มีความสุขอยู่บ้าง แต่ถ้าปฏิบัติบูชายังมากมายมหาศาล

ฉะนั้นที่บอกว่า ในเว็บไซต์บอกว่าให้ซ้ายพุท ขวาโธ

ไม่เชื่อ แต่ถ้าบอกว่าซ้ายพุท ขวาโธ เขาก็ทำกันอยู่ เราก็มาพิจารณาว่าประโยชน์มันมีได้แค่ไหน แต่ถ้าภาวนาโดยธรรมชาติ ประโยชน์มากมายมหาศาล แล้วเวลามันมีอุปสรรคสิ่งใดนะ เพราะยังเดินจงกรมทั้งชีวิตนะ ครูบาอาจารย์เราทุกองค์เดินจงกรมทั้งชีวิต หลวงปู่ขาว ๓ เส้น พระอรหันต์นะน่ะ ทางจงกรม ๓ เส้น บูชาพระพุทธ บูชาพระธรรม บูชาพระสงฆ์ทุกวัน หลวงปู่ขาวน่ะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมท่านไม่ทิ้งหรอก ไอ้ที่ว่าแจ๋วๆ นั่นน่ะนกแก้วนกขุนทอง จบ

ถาม : ข้อ ๓๐๐๕. เรื่อง “พิจารณากายกับใจ”

กราบเรียนหลวงพ่อค่ะ หนูฟังธรรมที่หลวงพ่อเทศน์เรื่องดินค่ะ ขณะที่นั่งฟังธรรมก็นั่งสมาธิไปด้วย ฟังจนจบ สักพักพอจิตสงบก็เริ่มพิจารณากาย พิจารณาถึงว่าแค่เป็นสิ่งหนึ่ง แต่เราก็พยายามทำสิ่งต่างๆ กับกายเพื่อให้เราพอใจ เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องยึดกาย กายก็คือกาย จิตเรานี่แหละที่คอยยึดเอาสิ่งต่างๆ มาประดับให้กาย แล้วจิตก็พอใจยึดและวิ่งหาสิ่งต่างๆ ดูแลกาย พิจารณาวนไปวนมาก็เห็นว่าเรานี้มันโง่จริงๆ มันสะเทือนใจมากค่ะ จนน้ำตาไหล ยิ่งพิจารณาก็ยิ่งน้ำตาไหลมากขึ้น แต่ก็นั่งสมาธิต่อไปเรื่อยๆ พยายามกลับมาพุทโธบ้าง สลับกับพิจารณาซ้ำไปซ้ำมาค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ตอบ : ไม่เห็นมีคำถามอะไรเลย เอ็งถามเรื่องอะไรวะ ก็เอ็งพิจารณากาย แล้วมันพิจารณา

เราจะบอกว่า กายนอก กายใน กายในกาย

คนที่ประพฤติปฏิบัติใหม่ยังปฏิบัติไม่ได้ เขาให้เที่ยวป่าช้าไปดูกายนอก ถ้าดูกายนอก คนไปดูแล้วมันกลัว คนไปดูแล้วมันขยะแขยง คนไปดูแล้วมันมีทัศนคติร้อยแปด

ถ้าคนไปดูแล้วถ้ามันดีขึ้นมา มันพิจารณาโดยสติปัญญา ซากศพที่อยู่ในป่าช้านี้เขาเคยมีชีวิตอยู่เหมือนเรา แล้วถ้าเราตายไปแล้วเราก็จะเป็นซากศพแบบนี้ ใจเราก็ออกจากร่างนี้ไป เห็นไหม ถ้าดูแล้วเป็นประโยชน์มันจะเป็นแบบนี้

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่าเราฟังเทศน์แล้วเราฝึกหัดพิจารณาของเรา นี่เราฝึกหัดพิจารณาของเรา เราก็ฝึกหัดโดยแบบแผน เวลาพิจารณาแบบแผน พอมันจัดระเบียบ จัดแบบแผนแล้วมันพิจารณาได้ น้ำตามันไหล น้ำตามันไหล

ก็ธรรมะพระพุทธเจ้า การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ กาย เวทนา จิต ธรรม สติปัฏฐาน ๔ ไง กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนาไง นี่แค่สมมุติๆ นะเนี่ย ยังน้ำตาไหลเลย แล้วถ้ามันเป็นจริงล่ะ

นี่มันพิจารณาแบบสมมุติๆ นะเนี่ย เพราะอะไร

เพราะฟังหลวงพ่อเทศน์มาแล้วพิจารณาตาม

นี่พิจารณาแบบสมมุติๆ นะ แต่คนมีวาสนาน้ำตาก็ยังไหล มันยังเป็นประโยชน์กับเรา เห็นไหม ฝึกหัดปฏิบัติแล้วมันพิจารณาไปเรื่อย แล้วถ้ามันพิจารณาแล้วมันเป็นประโยชน์ ถ้ามันพิจารณาแล้วมันไม่เป็นแบบนี้ก็พุทโธๆ ให้จิตมันสงบเข้ามา พอจิตสงบเข้ามา พิจารณาแล้วก็จะเป็นแบบนี้ ถ้าจิตสงบระงับ จิตมีกำลังแล้วพิจารณามันจะเป็นประโยชน์

ถ้าจิตมันเป็นโทษ จิตมันมีกิเลสนะ อ้าว! ก็พิจารณากาย พิจารณากายก็ต้องไปหาหมอศัลยกรรมไง จะพิจารณาให้สวยๆ ขัดผิวๆ เลย ให้แจ๋วเลย นั่นก็พิจารณาแบบโลกๆ

กิเลสร้ายนัก เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย แต่เราต้องคุมมัน เราต้องฝึกหัดไง เราต้องฝึกหัดประพฤติปฏิบัติควบคุมดูแลให้ได้ไง ถ้าเราฝึกหัดควบคุมดูแลให้ได้ เห็นไหม เรายังมีชีวิตอยู่นะ เรายังมีโอกาสได้ปฏิบัตินะ เราทำคุณงามความดีของเรา

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำแล้วท่านพยายามสร้างเพชรน้ำหนึ่งแล้วกระจายออกไป มันถึงฟื้นฟูขึ้นมาให้เป็นสังคมสงฆ์ของเมืองไทยที่นิยมในกรรมฐาน นิยมในการประพฤติปฏิบัติ

ไม่มีคนจุดประเด็น ไม่มีคนฟื้นฟูขึ้นมา ใครมันจะทำ อยู่ดีๆ มาให้เจ็บๆ ปวดๆ ใครจะทำ แต่เพราะมีครูบาอาจารย์ที่ท่านมีอำนาจวาสนา ท่านได้สร้างมาขนาดนี้ แล้วเราเกิดมาร่วม มีบุญไม่มีบุญ คิดเอา มีวาสนาไม่มีวาสนา คิดเอา แล้วกิเลสในใจเรามันเต็มหัวใจ มันทิ่มอยู่ทุกวัน แล้วเราจะเอาอะไร เราจะเอาดีหรือเราจะเอาชั่ว เราจะทำคุณงามความดีมากน้อยขนาดไหน มันเป็นจริตเป็นนิสัยของคน

รู้หน้าไม่รู้ใจ ตัวเองก็ไม่รู้จักกิเลสตัวเองเหมือนกัน แต่ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไป ไปเห็นกิเลสตัวเองแล้วสงสารคนไปทั่ว มันร้ายขนาดนี้ แล้วเขาไม่รู้น่ะ แล้วเรารู้เราเห็นน่ะ มันน่ากลัวแค่ไหน

แล้วคนที่ไม่รู้ไม่เห็นมันเผาบ้านมันแล้ว เผาบ้านมันอีกทุกวัน โดยที่มันไม่รู้ตัว มันจุดไฟเผาบ้านตัวมันเองทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน โดยความโลภ ความโกรธ ความหลง มันน่าเห็นใจไหม ไอ้คนที่มันรู้มันถึง อื้อหืม! สังเวชไง

ฉะนั้น ฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าเรารู้แล้ว เรามีสติปัญญาของเราแล้ว กิเลสร้ายนัก กิเลสในใจของคนร้ายนัก เอวัง